In-house Training
หลักสูตรฝึกอบรมภายในองค์กรที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการของคุณ
ตารางบริหารทักษะในการทำงาน (Skill Matrix) เป็นตารางที่ใช้กำหนดการบริหารงานบุคคล เพื่อใช้วางแผนกำหนดตำแน่งงาน การกำหนดหน้าที่เช่น อะไรเป็นสิ่งที่จะที่บอกได้ว่าพนักงานคนไหนควรต้องทำได้ ความรู้ความสามารถในการทำอยู่ในระดับใด เพื่อทำการประเมินผลงาน และใช้วางแผนปรับปรุงพัฒนาบุคลากรต่อไป การกำหนดบริหารจัดการทักษะจะทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่ดี และเป็นการเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้สามารรถทำงานได้ในหลากหลายงาน สามารถปรับเปลี่ยนขบวนการทำงานแทนกันได้ในกรณีที่จำเป็น และช่วยให้เลือกคนมาทำงานกับเครื่องจักรที่เหมาะสมได้ จึงเป็นที่มาของหลักสูตรดังกล่าวข้างต้นในที่สุด
หลายองค์กรมี “หัวหน้างานที่เก่งงาน” แต่ยังไม่ใช่ “ผู้นำที่เก่งคน”หัวหน้าหลายคนต้องแบกรับเป้าหมาย กดดันด้วย KPI เวลา และทรัพยากรที่จำกัด ขณะเดียวกันทีมกลับไม่เข้าใจ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าตัดสินใจ และรอคำสั่งอยู่ตลอด ผลลัพธ์คือผลงานที่ชะลอตัว ความขัดแย้งที่มองไม่เห็น และ Engagement ที่ลดลงอย่างเงียบ ๆ หากองค์กรยังคงปล่อยให้หัวหน้างาน “บริหารงานด้วยประสบการณ์ส่วนตัว” โดยขาดกรอบคิดและทักษะภาวะผู้นำที่เป็นระบบ ต้นทุนที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่ผลงานที่ต่ำลง แต่คือ คนเก่งที่ไม่อยากเติบโตต่อในองค์กร ในยุคที่องค์กรต้องการความเร็ว ความยืดหยุ่น และการทำงานข้ามบทบาท ภาวะผู้นำไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ “พฤติกรรมที่ส่งผลต่อคนและผลลัพธ์”หัวหน้างานยุคใหม่จึงต้องมากกว่าการสั่งงาน แต่ต้องสื่อสารเป็น เข้าใจคน คิดเป็นระบบ และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ หลักสูตร Essential Leadership Skills ถูกออกแบบจากประสบการณ์จริงของการทำงานกับองค์กรอุตสาหกรรมและธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ผสานแนวคิดวิชาการด้าน Leadership กับเครื่องมือที่นำไปใช้ได้ทันทีในหน้างาน เน้นการเรียนรู้แบบ Adult Learning ที่ผู้เข้าอบรม “คิด–ลอง–ถอดบทเรียน” จนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่วัดผลได้จริง
ในปัจุจบัน เมื่อกล่าวถึงกฏหมายแรงงานแล้ว ในบรรดาบริษัทฯ หรือผู้ประกอบการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย หรือชาวต่างชาติหรือบริษัทคนไทยหรือบริษัทข้ามชาติหากเริ่มประกอบกิจการธุรกิจในประเทศแล้วล่ะก้อ จะต้องปฏิบัติภายใต้กฏหมายไทยทุกฉบับโดยเฉพาะกฏหมายแรงงานที่เน้นถึงความคุ้มครองแรงงานเป็นหลัก ซึ่งในข้อกำหนดกฏหมายต่างๆนั้น ท่านในฐานะผู้บริหารทราบหรือยังว่า กฏหมายแรงงานในแต่ละมาตรา ระบุเรื่องเกี่ยวกับอะไร และมีการตีความไว้กันว่าอย่างไร แล้วท่านมีความเข้าใจมากน้อยเพียงไร ท่านตามทันแรงงานของท่านหรือไม่ สิ่งที่ทำให้ท่านบริหารแรงงานได้ดีและมีประสิทธิภาพอย่างมากคือ ความรู้ด้านกฏหมายแรงงานนั่นเอง
การพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการจัดการที่ดี มีระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานและต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณภาพสูงสามารถปฏิบัติงานในหน้าที่การงานของตนและการที่จะทำให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพในองค์กรได้นั้น นอกจากจะมีระบบที่ดีในการสรรหา คัดเลือกคนเข้ามาอยู่ในองค์กรแล้วยังต้องพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่องและการให้การศึกษาอบรมโดยการวิธีการสอนงาน โดยผู้บังคับบัญชาโดยตรงเรียกว่า On The Job Training หรือ OJT 9ตามแนวทาง TWI Way (แนวทาง Training Within Industry) เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและได้ผล ทำให้พนักงานมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามหน้าที่ ซึ่งผู้บังคับบัญชาจำเป็นต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ มาถ่ายทอดให้โดยตรง เรียกว่า การสอนงานที่หน้างาน การสอนงานโดยเทคนิค OJT (On the Job Training; TWI Way) เป็นวิธีที่ใช้ฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับพนักงานใหม่หรือมีการแต่งตั้งโยกย้ายมาดำรงตำแหน่งหน้าที่ใหม่ เพราะผู้เข้ารับการฝึกมีโอกาสเรียนรู้ขั้นตอนของการปฏิบัติงานจากสภาพที่เป็นจริง มีครูฝึก (Trainer) หรือพี่เลี้ยง (Mentor) คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การที่จะประสบผลสำเร็จของการฝึกอบรมย่อมขึ้นอยู่กับครูฝึกหรือพี่เลี้ยงเป็นสำคัญ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการฝึกสอนพนักงาน จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเทคนิคการสอนงานแบบ OJT (On the Job Training; TWI Way ) เพื่อจะได้นำไปปรับใช้และเป็นแนวทางในการสอนงานที่มีประสิทธิภาพต่อไป
มาตรฐานการจัดการคุณภาพในอุสาหกรรมยานยนต์ของยุโรป ผู้ผลิตยานยนต์ประเทศเยอรมนี ได้นำ VDA 6.3 มาใช้การตรวจประเมินผู้ส่งมอบในระดับต่าง ๆ (Tier I, Tier II….) และคาดหวังให้ผู้ส่งมอบได้นำ VDA 6.3 มาตรวจประเมินตนเองและตรวจประเมินผู้ส่งมอบในระดับถัดไปด้วยเช่นกัน VDA 6.3 คือ การตรวจประเมิน Process Audit ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นระบบการตรวจประเมินหน้างานที่ดีที่สุด เกณฑ์การตรวจประเมิน VDA เน้นที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และกระบวนการ เน้นที่ความสามารถด้านการผลิตของผลิตภัณฑ์และกระบวนการ เน้นที่ความเหมาะสมของกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ และหัวใจสำคัญคือความเสี่ยงที่จะทำให้เกิด NC และความล้มเหลว หรือทำให้เกิดปัญหาในการใช้งาน ดังนั้นองค์กรใดที่คาดหวังระบบการตรวจประเมินหน้างานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับของเสียสูงสุด ควรประยุกต์ใช้มาตรฐาน VDA 6.3 นี้เป็นอย่างยิ่ง
หลักสูตร การพัฒนาและสร้างความสำเร็จในการทำงาน เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาตนเองและการทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อให้การทำงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยใช้โมเดลการพัฒนาศักยภาพที่เหมาะสมกับบริบทและวัฒนธรรมการทำงานแบบ คนไทย และรูปแบบการอบรมที่ทันยุคสมัย ประกอบกรณีศึกษาเชิงธุรกิจ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้ความเข้าใจในกระบวนการสร้างและพัฒนาตนเองสู่เป้าหมาย
หลายองค์กรมีหัวหน้างานที่ “เก่งงาน แต่ยังไม่เก่งคน” เขาเร่งงานให้เสร็จ แต่ทีมกลับเหนื่อย ล้า และเริ่มถอยห่าง การสื่อสารคลาดเคลื่อน การมอบหมายไม่ชัดเจน ความขัดแย้งเล็ก ๆ กลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น—ผลงานตก คุณภาพลด อัตราเข้า–ออกสูงขึ้น หากไม่พัฒนา “ทักษะผู้บังคับบัญชา” ให้ทันยุค องค์กรจะสูญเสียทั้งผลลัพธ์วันนี้และศักยภาพวันหน้า หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนหัวหน้างานให้เป็นผู้นำที่ทีมไว้วางใจและธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็ว บทบาทหัวหน้างานไม่ใช่แค่สั่งงาน แต่คือผู้เชื่อมกลยุทธ์สู่การปฏิบัติจริง หลายองค์กรพบว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ “พฤติกรรมการบริหารงานประจำวัน” การขาดทักษะการสื่อสารเชิงผู้นำ การโค้ช การติดตามผลงาน และการจัดการความแตกต่างของคน หลักสูตรนี้ผสานศาสตร์การบริหารสมัยใหม่กับการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ เน้นฝึกจากสถานการณ์จริงของผู้เข้าอบรม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ทั้งเชิงพฤติกรรมและผลลัพธ์ทางธุรกิจ ทำให้หัวหน้างานทำงานง่ายขึ้น ทีมทำงานดีขึ้น และองค์กรได้ผลตอบแทนจากการพัฒนาคนอย่างชัดเจน
The Verband der Automobile industries (Automobile Industry Association -VDA) แห่งประเทศเยอรมัน เป็นผู้จัดทำมาตรฐาน VDA 6.5 Product Audit ซึ่งมีเป้าหมาย คือ การพัฒนากระบวนตรวจสอบผลิตภัณฑ์ (Product Audit) เพื่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เน้นการป้องกันข้อบกพร่อง และ การลดการผันแปรของผลิตภัณฑ์ และ การเกิดของเสียในห่วงโซ่อุปทาน
ในสภาวการณ์ที่มีการแข่งขันสูง องค์การต่างๆ ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในเชิงการตลาด หรือการให้บริการที่มากขึ้น ทุกองค์กรต่างต้องพัฒนาทั้งเทคโนโลยี วิทยาการต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้บริหารต้อง เพิ่มพูนศักยภาพในการบริหารงานมากขึ้น โดยเฉพาะหัวใจสำคัญนั้นคือ “ทรัพยากรบุคคล” ในองค์กรนั่นเองที่ ทุกฝ่ายจะต้องประสานความร่วมมือ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากมีการระบุข้อกำหนดสำหรับผู้ผลิตงานชุบผิวให้แก่ ลูกค้า OEM (ยานยนต์) จึงเกิดความพยายามร่วมกันของลูกค้า OEM และ ผู้ผลิตลำดับที่ 1 ที่จะสร้างความในใจในกระบวนการสำหรับโรงงานชุบผิวแข็ง(HT) ข้อกำหนด ที่กำหนดขึ้นมาตามมาตรฐานนี้ จึงเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมชุบผิวสำหรับลูกค้า OEM และ เพื่อให้มีกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีระบบการตรวจสอบกระบวนการ และ ผลิตภัณฑ์ ให้มีคุณภาพ สอดคล้องตามมาตฐาน ช่วยลดความเสี่ยงของข้อบกพร่องจากกระบวนการชุบผิวสำหรับการการใช้งานในยานยนต์
ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หัวหน้างานจึงต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ หัวหน้าหรือผู้นำองค์กรระดับต้นเป็นกำลังสำคัญที่มีส่วนช่วยกำหนดความสำเร็จขององค์กร เพราะเป็นตำแหน่งที่เชื่อมโยงนโยบายขององค์กร สู่การปฏิบัติจริง เป็นผู้ต้องรับผิดชอบทั้งเป้าหมายของตนเองและทีมงาน การเป็นหัวหน้างานนั้นไม่เพียงแค่ได้รับการแต่งตั้งใครก็เป็นได้ แต่การเป็นหัวหน้างานที่มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องใช้ทักษะความรู้ในเรื่องของการบริหารงานและการบริหารคน เพื่อทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์และนโยบาย ดังนั้นหัวหน้างานทุกระดับถือเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญยิ่งต่อองค์กรที่จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ผู้ที่ดำรงตำแหน่ง “หัวหน้างาน” ได้ชื่อว่าเป็นกลไกสำคัญที่สามารถบ่งชี้ให้เห็นหรือได้ทราบว่า “องค์กรนั้นจะก้าวหน้าหรือก้าวไกลได้มากน้อยเพียงไร” หัวหน้างานในสายงานต่าง ๆ จึงล้วนแต่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการบังคับบัญชา การสอนงาน การมอบหมายและติดตามงาน การประสานงาน แรงงานสัมพันธ์และผลสำเร็จของงานที่จะเกิดขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก หาก “หัวหน้างาน” ขาดความพร้อมในการปฏิบัติงานในตำแหน่ง ทั้งเรื่องทักษะการบริหารจัดการขั้นพื้นฐานซึ่งรวมไปถึงกรอบความคิด ( Mind set) ที่แสดงออกมาในเชิงพฤติกรรมและบุคลิกภาพ ทำให้มีผลเสียอย่างมากต่อองค์กรและหน่วยงานนั้นๆ
ในการทำงานผู้บริหารหรือผู้จัดการมักจะต้องพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคในการทำงานอยู่เสมอทั้งในเรื่องของคนและงาน หากผู้บริหารหรือผู้จัดการไม่มีหรือไม่ทราบหลักวิธีการแก้ไขปัญหา หรือขาดทักษะในการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็จะทำให้ปัญหาและอุปสรรคที่พบก็ยิ่งจะทวีคูณขึ้นหลายต่อหลายเท่าตัวส่งผลกระทบรุนแรงต่อทีมงานและองค์กร ดังนั้น ผู้บริหารหรือผู้จัดการ จึงจำเป็นต้องเพิ่มพูนความรู้ทักษะการแก้ไขปัญหาและตัดสินใจ ตลอดจนเทคนิคและศิลปะการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องให้สอดรับกับปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาผลงานที่ดีขึ้นและเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรมากขึ้นต่อไป
การพัฒนาเพิ่มทักษะและขีดความสามารถของบุคลากรหัวหน้างาน / ผู้นำในองค์กร ล้วนมีบทบาทที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นหัวหน้างานหรือผู้นำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จหรือความล้มเหลว หัวหน้างานหรือผู้นำในองค์กรทุกคน จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและทักษะในหลายๆด้าน เช่น มีทักษะการเป็นหัวหน้างานและภาวะผู้นำที่ดี ใช้หลักการบริหาร และการจัดการ การสั่งงาน มอบหมายงาน ควบคุมและติดตามงานได้อย่างมืออาชีพ มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของการเป็นผู้บริหารที่ดี รู้จักวิธี การเรียนรู้ตนเองและการเรียนรู้บุคคลอื่นได้เป็นอย่างดี และต้องเป็นผู้ที่รู้จัก หลักจิตวิทยาในการบริหารเป็นอย่างดี ดังนั้น ในการอบรมด้านการจัดการ การสั่งงาน มอบหมายงาน ควบคุมและติดตามงานได้อย่างมืออาชีพ จึงเป็นการเติมเต็มและเสริมสร้างให้หัวหน้างาน/ผู้นำทุกท่านได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถได้อีกทาง เพื่อที่จะได้เป็นผู้นำหรือหัวหน้างาน ที่สามารถนำพาองค์กรไปถึงเป้าหมายและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
เนื่องจากมีการระบุข้อกำหนดสำหรับผู้ผลิตงานชุบผิวให้แก่ ลูกค้า OEM (ยานยนต์) จึงเกิดความพยายามร่วมกันของลูกค้า OEM และ ผู้ผลิตลำดับที่ 1 ที่จะสร้างความในใจในกระบวนการสำหรับโรงงานชุบผิว ข้อกำหนด ที่กำหนดขึ้นมาตามมาตรฐานนี้ จึงเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมชุบผิวสำหรับลูกค้า OEM และ เพื่อให้มีกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีระบบการตรวจสอบกระบวนการ และ ผลิตภัณฑ์ ให้มีคุณภาพ สอดคล้องตามมาตฐาน ช่วยลดความเสี่ยงของข้อบกพร่องจากกระบวนการชุบผิวสำหรับการการใช้งานในยานยนต์
เรือยังมีเข็มทิศ ชีวิตและการทำงานก็ต้องมีเป้าหมาย” การวัดหรือประเมินผลความสำเร็จขององค์กรหรือหน่วยงานได้ต้องเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ คำถามที่มักจะพบเจอ ก็คือฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ก็ง่ายนะ มีตัวเลขชัดเจน แล้วฝ่ายสำนักงานล่ะจะเอาอะไรมาเป็นเป้าหมายดี ? แล้วเราจะกำหนดเป้าหมายแต่ละฝ่ายแบบไหนดี ให้เป็น SMART GOALS ที่สอดคล้องกับนโยบาย และเป้าหมายขององค์กรดีล่ะ ? แล้ว KPIs ในระบบ ISO9001 ที่มี เชื่อมโยงเป็นเป้าหมายขององค์กรได้ไหม ? อ้าวแล้วเป้าหมายรายบุคคลล่ะ จะวัดผลงานจากอะไรดี ? แบบนี้บริษัทฯ ไม่ต้องมีเป็นร้อยแบบประเมินหรือ ? อยากได้เทคนิคและวิธีการในการกำหนดเป้าหมายแบบเร่งรัดนะ มีบ้างไหม ? จะเชื่อมโยงเป้าหมายไปสู่ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management System) แบบไหนถึงจะเหมาะสม ?