In-house Training
หลักสูตรฝึกอบรมภายในองค์กรที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการของคุณ
ในยุคการแข่งขันทางการค้าสูงปัจจุบัน สินค้าหรือการบริการของเราจำเป็นต้องมีคุณภาพดีและเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า แต่หากในทางกลับกันเมื่อสินค้าหรือบริการของเรานั้นต้องการของลูกค้าแล้วนั้น มีคุณภาพไม่เป็นไปตามความปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้า
Six Sigma คือ แนวทางการพัฒนาองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นเครื่องมือพื้นฐานทางสถิติทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติอย่างชัดเจน เพื่อมุ่งเน้นการลดความผันแปรของกระบวนการด้วยเป้าหมาย ที่ท้าทาย คือ 3.4 Sigma จากการใช้เครื่องมือตั้งแต่ Define - Measure - Analyze - Improve - Control(DMAIC) อีกทั้งยังสร้างความท้าทายของบุคลากรทุกตำแหน่ง/ทุกหน่วยงานในองค์กรที่ต้องเร่งพัฒนาตนเองเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของตนให้สูงขึ้น สร้างความแตกต่างทางคุณภาพจากคู่แข่ง ซึ่งนวัตกรรมของการบริหารงานเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยนำพาความสำเร็จและต่อยอดก้าวสู่องค์กรแบบ Lean Six Sigma อย่างเป็นระบบต่อไป
การบริหารห่วงโซ่อุปทาน 4.0 SMART Supply Chain Management 4.0
การดำเนินธุรกิจปัจจุบัน ไม่มีองค์กรใด ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนสามารถดำเนินการเพื่อให้เกิดคุณภาพและบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เพื่อให้เกิดการยอมรับและแข่งขันในธุรกิจได้ ซึ่งสิ่งสำคัญส่วนหนึ่ง ก็คือ การมีทรัพยากรที่มีคุณภาพและความสามารถเหมาะสม ในการปฏิบัติงาน ที่สำคัญ คือ บุคลากร และเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน
เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันแล้วว่า “คน” ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าและเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต องค์กรที่มีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ทักษะความสามารถ และสามารถปรับตัวได้เร็วต่อการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมจะช่วยให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน การบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารบุคคล (HR) เพียงฝ่ายเดียว แต่ “เป็นหน้าที่ของผู้จัดการและหัวหน้างานทุกคนในฐานะ Line Manager ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตัวจริง” ที่นอกจากจะต้องบริหารงานแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบการบริหารคนในหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบอีกด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดย Line Manager จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติ/คุณลักษณะของพนักงานที่หน่วยงานต้องการ การบริหารอัตรากำลังคน การสรรหาและคัดเลือก การพัฒนาความสามารถพนักงาน การประเมินและการบริหารผลการปฏิบัติงาน การบริหารค่าตอบแทน และการบริหารแรงงงานสัมพันธ์และสิ้นสุดเมื่อพนักงานออกจากองค์กร
เครื่องมือการจัดการในการที่จะมอบหมายและติดตามงาน รวมทั้งเป็นเข็มทิศในการพัฒนาสมรรถนะ (competency) ของบุคลากรทุกระดับในองค์กร นั่นก็คือ ใบกำหนดหน้าที่งาน (Job Description : JD) หรือรายละเอียดลักษณะงาน แต่หลายองค์กรมักจะพบอุปสรรคในการจัดทำ JD หลายประการ อาทิเช่น บริษัทมีการจัดทำ JD แล้ว แต่ไม่รู้จะเชื่อมโยง Competency ที่มีไปสู่ Training Road Map ของแต่ละฝ่ายงานได้อย่างไร ? แบบฟอร์ม JD ฝ่าย HR ก็ออกแบบให้แล้วนะ แต่หัวหน้างานต้นสังกัดไม่รู้จะเขียนหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไรดีถึงจะเหมาะสม ? บริษัทมีกำหนด Competency ของแต่ละตำแหน่งงานแล้ว แต่ทำไมเวลา ISO 9001, TS16949 Audit ทีไร โดน NC เรื่อง Competency ทุกทีเลย แบบนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ จะได้ไม่ต้องแก้ NC กันบ่อยๆ ? ใน JD ก็มีการกำหนด KPI แล้ว แต่ KPI ของ JD มันจะสอดคล้องกับ Corporate KPI และ Department KPI ได้อย่างไร ? แล้วมันเชื่อมโยงไปสู่การประเมินผลการปฏิบัติประจำปีอย่างไรดี ? JD ที่ดีมีประสิทธิภาพ ต้องตอบโจทย์ปัญหาการจัดการต่างๆ ข้างต้นได้ หลักสูตรฝึกอบรมนี้จึงได้รับการออกแบบและพัฒนานี้ขึ้น เพื่อช่วยให้ท่านและองค์กรของท่านพัฒนาทักษะของผู้บริหารทุกระดับ ให้สามารถ กำหนด ทบทวน ปรับปรุง JD ของพนักงานในหน่วยงานของตนได้อย่างเหมาะสม โดยที่ท่านไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาแพงๆ
คุณภาพของสินค้าหรือบริการคือสิ่งที่ทุกองค์กรต้องสร้างให้เกิดขึ้นในการทำงาน เพื่อให้สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้ได้มากที่สุด การสร้างคนให้เข้าใจในการรักษาไว้ซึ่งคุณภาพหรือที่เรียกว่ามี “การควบคุมคุณภาพ” เพราะถ้าเรามีพนักงานที่มีจิตสำนึกในการที่จะรักษาไว้ซึ่งคุณภาพ คิดถึงแต่การทำงานให้มีคุณภาพ จะสามารถพัฒนาองค์กรในด้านต่างๆได้ง่ายและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อีกด้วย
ในยุคปัจจุบันถือได้ว่า “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุกิจ เป็นทรัพยากรที่มีค่า เพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นและมีอยู่อย่างจำกัด หลายองค์กรจึงนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปลูกฝังให้บุคลากรภายในองค์กรเล็งเห็นความสำคัญของ “เวลา” เพื่อให้มีความสามารถในการบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมีการจัดลำดับความสำคัญของงานอย่างเป็นระบบและถูกต้อง เพื่อให้การทำงานในแต่ละวันบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ หลักสูตร การบริหารเวลาและการจัดลำดับความสำคัญงานอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ความสำคัญของการบริหารเวลา รู้จักคุณค่าของเวลา สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างถูกต้องและสามารถแบ่งแยกระหว่างเเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ พร้อมทั้งเรียนรู้เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญของงาน เทคนิคการขจัดความยุ่งเหยิง เทคนิคการทำงานเชิงรุก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายขององค์กรประสบความสำเร็จ
องค์กรของท่านเคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้บ้างไหม ? ✓ พนักงานบางคนทำงานไปวัน ๆ ไม่คิดสร้างสรรค์ผลงาน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ✓ พนักงานบางคนขาดเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ✓ พนักงานบางคนมีมุมมองหรือแนวคิดด้านลบต่อการทำงาน/องค์กร ✓ ทำงานด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ✓ ไม่ผูกพันต่อองค์กร รู้สึกว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ✓ พนักงานบางคนไม่สนใจกำไรหรือต้นทุนซึ่งเป็นความอยู่รอดขององค์กร ✓ คิดลบต่อองค์กร
ปัจจุบันผู้บริหารส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้พนักงาน มีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติตนของพนักงานไม่ค่อยมีความรักต่อองค์กร ไม่มองว่าองค์กรเป็นเสมือนบ้านของตัวเองเหมือนในอดีต ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การมีทัศนคติเชิงลบต่อองค์กร , การมองเห็นแต่ข้อเสียขององค์กรเพียงด้านเดียว เป็นต้น การสร้างจิตสำนึกในองค์กรจึงเป็นโจทย์ที่ผู้บริหารต้องการแก้ไขเป็นที่สุด เพราะหากสามารถทำให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กรและทีมงานที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเท่าไร การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นเท่านั้น บุคลากรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรคงต้องเป็นผู้สร้างจิตสำนึกรักองค์กรขึ้นด้วยตัวเอง โดยการสร้างภาพลักษณ์องค์กรในฝันให้มีความสอดคล้องกับคุณค่าและวัฒนธรรมที่องค์กรเป็นอยู่ รวมทั้งการปฏิบัติตัวในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อบุคคลรอบข้างในองค์กร เพื่อทำให้เกิดความสุขและความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร วิธีง่ายๆที่สามารถสร้างความรักในองค์กร ก็คือ การมององค์กรในแง่ดีและการปฏิบัติตัวให้รักในงานที่รับผิดชอบ พร้อมกับจับถูกบุคคลรอบทิศทาง ก็จะสามารถเกิดความสุขในการอยู่ร่วมกันในองค์กรได้แล้ว
การควบคุมคุณภาพ (Quality control) ของสินค้าเพื่อลดและป้องกันการเกิดของเสียเป็นศูนย์ (Zero Defect) จึงเป็นเทคนิคที่สำคัญในการเพิ่มผลผลิต (Productivity) ในการบวนการผลิตที่สามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุดสู่การควบคุมคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (TQM) จำเป็นต้องมุ่งเน้น 2 ส่วนคือ 1. การปรับปรุงงาน เพื่อให้ดำเนินกิจกรรมดำเนินงานปรับปรุงคุณภาพในสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ใช้วิธีการและขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์หาสาเหตุในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ
ภายใต้สภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การจัดการ ข้อขัดแย้งเพื่อสร้างสัมพันธภาพในงานและการสื่อสารจึงถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่องค์กรส่วนใหญ่นำไปใช้ในการบริหารจัดการงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารที่ “ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็น สั้นกระชับ ได้ใจความ และรวดเร็ว” และการทำงานเป็นทีม ย่อมทำให้องค์กรได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันการละเลยการจัดการข้อขัดแย้งและการสื่อสารที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน และล่าช้า ก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อหน่วยงาน ทีมงานและองค์กรได้เช่นกัน
องค์กรของท่านเคยเผชิญกับปัญหาเหล่านี้บ้างไหม ? ✓ พนักงานบางคนทำงานไปวัน ๆ ไม่คิดสร้างสรรค์ผลงาน ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ✓ พนักงานบางคนขาดเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ✓ พนักงานบางคนมีมุมมองหรือแนวคิดด้านลบต่อการทำงาน/องค์กร ✓ ทำงานด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ✓ ไม่ผูกพันต่อองค์กร รู้สึกว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ✓ พนักงานบางคนไม่สนใจกำไรหรือต้นทุนซึ่งเป็นความอยู่รอดขององค์กร ✓ คิดลบต่อองค์กร ปัญหาดังกล่าวข้างต้นส่วนหนึ่งมาจากการที่พนักงานขาดจิตสำนึกรักองค์กร(Organization Awareness) รู้สึกไม่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กร(Sense of Business Ownership)
การคิดบวกในการทำงานเพื่อสร้างความสำเร็จขององค์กร ( Positive Thinking for Success)
หลักสูตรการอบรมแบบออนไลน์ การบรรยายแบบมีสาระ พร้อมสอดแทรกแนวคิดในการทำงาน